วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Blended learning การเรียนรู้แบบผสมผสาน

Blended learning การเรียนรู้แบบผสมผสาน


เชี่ยวชาญ ภาระวงค์

      เบล็นเด็ด เลินนิ่ง หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ผู้เรียนผู้สอนไม่เผชิญหน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเกิดขึ้นจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบ เป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็นสำคัญ
      การสอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้น ผู้สอน สามารถใช้วิธีการสอน สองวิธีหรือมากกว่า ในการเรียนการสอน เช่น ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาบทเรียนผ่านเทคโนโลยีผนวกกับการสอนแบบเผชิญหน้า แต่หลังจากนั้นผู้สอนนำเนื้อหาบทความแขวนไว้บนเว็บ จากนั้นติดตามการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้อีเลินนิ่ง ด้วยระบบแอลเอ็มเอส (Learning Management System ) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องแล็บ หลังจากนั้นสรุปบทเรียน ด้วยการอภิปรายร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในห้องเรียน
      "Blended learning เป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาและเทคโนโลยี ,blended learning มีการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว,เป็นการบูรณาการระหว่างการเรียนในชั้น เรียนและการเรียนแบบออนไลน์,สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและ การใช้เวลาในชั้นเรียนได้เหมาะสม"


การเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning)

   การเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning)การเรียนแบบผสมผสาน เป็นการรวมกันหรือนำสิ่งต่างๆมาผสม โดยที่สิ่งที่ถูกผสมนั้น คือ
     - รวม รูปแบบการเรียนการสอน
     - รวม วิธีการเรียนการสอน
     - รวม การเรียนแบบออนไลด์ และรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนการเติบโตของการเรียนแบบผสมผสานตั้งแต่ อดีต ปัจจุบันและอนาคตการเรียนรู้แบบผสมผสาน โดยในอดีตนั้น การเรียนแบบผสมผสานคือส่วนที่ได้มีการรวมเข้าหากันจาก 2 รูปแบบสภาพแวดล้อมของการเรียนแบบเดิม นั้นก็คือ การเรียนแบบเผชิญหน้าในชั้นเรียนกับ การเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งในอดีตนั้นการเรียนทั้ง 2 รูปแบบจะมีช่องว่างหรือระยะห่างระหว่างกันค่อยข้างมาก คือจะมีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะของตัวเองมีรูปแบบ และการดำเนินการในรูปแบบที่ต่างกันเพราะว่าต่างก็ใช้สื่อและเครื่องมือที่ แตกต่างกัน และมีสถานที่ในการเรียนที่แตกต่างกันเพราะมีกลุ่มผู้เรียนที่ต่างกันด้วย แต่ในขณะเดียวกันนั้นการเรียนแบบทางไกลก็กำลังมีการเติบโตและแผ่ขยายอย่าง รวดเร็วซึ่งได้เข้ามาในรูปของเทคโนโลยีใหม่ ที่มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่การเรียนแบบออนไลน์นั้นจะมีการแผ่ขยายเข้ามา สู่การเรียนในชั้นเรียนอย่างรวดเร็วในปัจจุบันการเรียนแบบออนไลน์นั้นได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ร่วมในการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนเกิดเป็นการเรียนแบบผสมผสานขึ้นมาซึ่งคาดว่าในอนาคตนั้นการเรียน แบบผสมผสานจะมีการขยายตัวที่มากขึ้นตามรูปแบบการเรียนแบบออนไลน์ที่จะมีการ เติบโตขึ้นมากกว่าปัจจุบัน จึงส่งผลให้การเรียนแบบผสมผสานนั้นมีการขยายวงกว้างออกไปจากเดิมยิ่งขึ้นอีก ด้วย

ข้อดี-ข้อเสีย 
    การเรียนแบบผสมผสานสรุป Blended Learning การเรียนการสอนแบบผสมผสาน ความหมายและความสำคัญ
         1. การเรียนแบบผสมผสาน (blended learning) เป็นการเรียนที่ใช้กิจกรรมที่ต้องออนไลน์และการพบปะกันในห้องเรียนจริง (hybrid) โดยใช้สื่อที่มีความหลากหลายเหมาะกับบริบทและสถานการณ์ การเรียนรู้ เพื่อตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
         2. การเรียนแบบผสมผสาน เป็นการรวมกันหรือนำสิ่งต่าง ๆ มาผสม โดยที่สิ่งที่ถูกผสมนั้น การเรียนอาจจะเรียนในห้องเรียน 60% เรียนบนเว็บ 40% ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องผสมผสานกันเท่าใด เช่น- รวม รูปแบบการเรียนการสอน- รวม วิธีการเรียนการสอน- รวม การเรียนแบบออนไลน์ และรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน
         3. การเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning) การเติบโตของการเรียนแบบผสมผสานตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคตการเรียนรู้แบบผสมผสาน โดยในอดีตนั้น การเรียนแบบผสมผสานคือส่วนที่ได้มีการรวมเข้าหากัน จาก 2 รูปแบบ
          3.1 สภาพแวดล้อมของการเรียนแบบเดิม นั้นก็คือ การเรียนแบบเผชิญหน้าในชั้นเรียน
          3.2 การเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งในอดีตนั้นการเรียนทั้ง 2 รูปแบบจะมีช่องว่างหรือระยะห่างระหว่างกันค่อยข้างมาก คือจะมีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะของตัวเองมีรูปแบบ และการดำเนินการในรูปแบบที่ต่างกันเพราะว่าต่างก็ใช้สื่อและเครื่องมือที่ แตกต่างกัน และมีสถานที่ในการเรียนที่แตกต่างกันเพราะมีกลุ่มผู้เรียนที่ต่างกันด้วย แต่ในขณะเดียวกันนั้นการเรียนแบบทางไกลก็กำลังมีการเติบโตและแผ่ขยายอย่าง รวดเร็ว ซึ่งได้เข้ามาในรูปของเทคโนโลยีใหม่ ที่มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่การเรียนแบบออนไลน์นั้นจะมีการแผ่ขยายเข้ามา สู่การเรียนในชั้นเรียนอย่างรวดเร็วในปัจจุบันการเรียนแบบออนไลน์นั้นได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ร่วม ในการเรียนการสอนในชั้นเรียนเกิดเป็นการเรียนแบบผสมผสานขึ้นมาซึ่งคาดว่าใน อนาคตนั้นการเรียนแบบผสมผสานจะมีการขยายตัวที่มากขึ้นตามรูปแบบการเรียน แบบออนไลน์ที่จะมีการเติบโตขึ้นมากกว่าปัจจุบัน จึงส่งผลให้การเรียนแบบผสมผสานนั้นมีการขยายวงกว้างออกไปจากเดิมยิ่งขึ้นอีก ด้วย

สรุป

    1. การเรียนการสอนแบบผสมผสาน Blended Learning เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานหลากหลายวิธี เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ที่หลากหลาย และเพื่อผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพเหมาะกับบริบทและสถานการณ์ การเรียนรู้และตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลเกิดการเรียนรู้และเกิดทักษะ ด้านการปฏิบัติ (Practice Skill )โดยใช้เทคโนโลยี เช่น การเรียนการสอนในชั้นเรียนร่วมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์(a combination of face-to-face and Onine Learning) การเรียนแบบหมวก 6 ใบ, สตอรี่ไลน์ จุดมุ่งหมายสูงสุดอยู่ที่ผู้เรียน โดยอัตราส่วนการผสมผสาน จะขึ้นอยู่กับลักษณะเนื้อหา และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กรณี - ครูผู้สอนสั่งงานทาง e-mail หรือ chatroom หรือ webbord ถือเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน- ครูสั่งให้ส่งงานเป็นรูปเล่มรายงานถือว่าเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานเช่นกัน เพราะต้องไปค้นคว้าสืบค้นข้อมูลและนำมาอภิปราย สรุป เนื้อหาเป็นแนวเดียวกัน ผู้เรียนทุกคนเข้าใจตรงกัน

    2. การใช้งานจริง ณ ขณะนี้ สรุป การใช้ Blended Learning ในองค์กร หรือบริษัท ช่วยในการประชุม การสั่งงาน โดยมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระบบเครือข่าย ส่วนมาก นิยมใช้ระบบ LMS เป็นระบบการบริหาร ผ่าน Sever เป็นระบบเครือข่ายผู้ใช้งานในระบบ
       2.1 กลุ่มผู้บริหาร Administrator ทำหน้าที่ดูแลระบบ
       2.2 กลุ่ม ครู อาจารย์ Instructor/ teacher ทำหน้าที่สอน
       2.3 กลุ่มผู้เรียน Student /Guest นักเรียน นักศึกษาสำหรับขั้นตอนการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานของ Beijing Normal University (BNU) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักดังนี้
        1. ขั้นก่อนการวิเคราะห์ (Pre-Analysis) เป็นขั้นตอนแรกของการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประกอบการพิจารณาข้อมูลทั่ว ๆ ไป ได้แก่
           1.1 การวิเคราะห์คุณสมบัติของผู้เรียน
           1.2 การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้
           1.3 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการเรียนรู้แบบผสมผสานผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนแรก จะเป็นรายงานผลที่จะนำไปใช้ในขั้นต่อไป

        2. ขั้นการออกแบบกิจกรรมและการออกแบบวัสดุการเรียนรู้ (Design of Activity and Resources) เป็นขั้นตอนที่สองที่นำผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาออกแบบกิจกรรมและวัสดุ การเรียนรู้ ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ส่วนย่อย ๆ ได้แก่
          2.1 การออกแบบภาพรวมของการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประกอบด้วย
            - กิจกรรมการเรียนรู้แต่ละหน่วยเรียน
            - กลยุทธ์การนำส่งบทเรียนในการเรียนรู้แบบผสมผสาน
            - ส่วนสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสาน
         2.2 การออกแบบกิจกรรมแต่ละหน่วยเรียนประกอบด้วย
            - นิยามผลการกระทำของผู้เรียน
            - กิจกรรมในแต่ละวัตถุประสงค์
            - การจัดกลุ่มของกิจกรรมทั้งหมด
            - การประเมินผลในแต่ละหน่วยเรียน
         2.3 การออกแบบและพัฒนาวัสดุการเรียนรู้ประกอบด้วย
            - การเลือกสรรเนื้อหาสาระ
            - การพัฒนากรณีต่าง ๆ
            - การนำเสนอผลการออกแบบและการพัฒนาผลที่ได้จากขั้นตอนที่สอง จะเป็นรายละเอียดของการออกแบบบทเรียนในแต่ละส่วน

      3. ขั้นการประเมินผลการเรียนการสอน (Instructional Assessment) เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานประกอบด้วย
        3.1 การประเมินผลขั้นตอนการเรียนรู้
        3.2 การจัดการสอบตามหลักสูตร
        3.3 การประเมินผลกิจกรรมทั้งหมดผลที่ได้จากขั้นตอนสุดท้าย จะนำไปพิจารณาตรวจปรับกระบวนการออกแบบในแต่ละขั้นที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อให้การเรียนรู้แบบผสมผสานมีประสิทธิภาพและเกดประสิทธิผลกับผู้เรียน อย่างแท้จริง

ขั้นตอนการออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน

การเรียนรู้แบบผสมผสานมีสิ่งต่างๆจะต้องพิจารณา ดังนี้
     1. เพิ่มทางเลือกของวิธีการนำส่งการเรียนรู้ไปยังผู้เรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ออกแบบ
     2. เกณฑ์การตัดสินความสำเร็จในการเรียนรู้แบบผสมผสานไม่ได้มีเพียงเกณฑ์เดียว เช่น รูปแบบการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาร่วมกันได้
     3. การออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานจะต้องพิจารณาประเด็นของความเร็วในการเรียน รู้ ขนาดของผู้เรียน และการสนับสนุนช่วยเหลือผู้เรียน
     4. สภาพแวดล้อมทางการเรียนของผู้เรียน จะมีความแตกต่างกันเป็นธรรมชาติซึ่งการจัดการเรียนรู้จะต้องสนับสนุนให้ผู้ เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ
     5. หน้าที่ของผู้เรียน จะต้องศึกษาและค้นพบตัวเอง เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ตามศักยภาพของตนเอง
     6. การออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานต้องการทีมงานออกแบบที่มีความรู้เรื่องการปรับปรุงด้านธุรกิจด้วยเช่นกัน
กรณี - การเรียนการสอนทางไกลของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ) ถือว่าเป็นการเรียนการสอนแบบผสมผสานเช่นกัน
- คอร์สการเรียนภาษาอังกฤษทางไกล ของ แอนดรูส์ บิ๊ก ที่ใช้ระบบ(Bkended Learning for Distance Learning) ซึ่งสามารถสอนนักเรียนพร้อมกันทีเดียวได้เป็นพันคน

3. ประโยชน์ ข้อดี และข้อเสีย

ประโยชน์ ข้อดี      1. แบ่งเวลาเรียนอย่างอิสระ
     2. เลือกสถานที่เรียนอย่างอิสระ
     3. เรียนด้วยระดับความเร็วของตนเอง
     4. สื่อสารอย่างใกล้ชิดกับครูผู้สอน
     5. การผสมผสานระหว่างการเรียนแบบดั้งเดิมและแบบอนาคต
     6. เรียนกับสื่อมัลติมีเดีย
     7. เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง Child center
     8. ผู้เรียนสามารถมีเวลาในการค้นคว้าข้อมูลมาก สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างดี
     9. สามารถส่งเสริมความแม่นยำ ถ่ายโอนความรู้จากผู้หนึ่งไปยังผู้หนึ่งได้ สามารถทราบผลปฏิบัติย้อนกลับได้รวดเร็ว (กาเย่)
   10. สร้างแรงจูงใจในบทเรียนได้(กาเย่)
   11. ให้แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้(กาเย่)
   12. สามารถทบทวนความรู้เดิม และสืบค้นความรู้ใหม่ได้ตลอดเวลา (กาเย่)
   13. สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนภายในชั้นเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนมีสมาธิในการเรียน
   14. ผู้เรียนมีช่องทางในการเรียน สามารถเข้าถึงผู้สอนได้
   15. เหมาะสำหรับผู้เรียนที่ค่อนข้างขาดความมั่นใจในตัวเอง
   16. ใช้ในบริษัท หรือองค์กรต่างๆ สามารถลดต้นทุนในการอบรม สัมมนาได้

ข้อเสีย

   1. ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือถ่ายทอดความคิดเห็นอย่างรวดเร็ว
   2. มีความล่าช้าในการปฏิสัมพันธ์
   3. การมีส่วนร่วมน้อย โดยผู้เรียนไม่สามารถมีส่วนร่วมทุกคน
   4. ความไม่พร้อมด้าน ซอฟแวร์ Software บางอย่างมีราคาแพง (ของจริง)
   5. ใช้งานค่อนข้างยาก สำหรับผู้ไม่มีความรู้ด้าน ซอฟแวร์ Software
   6. ผู้เรียนบางคนคิดว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะราคาอุปกรณ์ค่อนข้างสูง
   7. ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความเข้าใจด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
   8. ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองอย่างสูง ในการเรียนการสอนแบบนี้
   9. ความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคนเป็นอุปสรรคในการเรียนการสอนแบบผสมผสาน
  10. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการใช้เครือข่าย หรือระบบอินเทอร์เน็ต เกิดปัญหาด้านสัญญาณ
  11. ขาดการปฏิสัมพันธ์แบบ face to faec (เรียลไทม์)


ความเป็นไปได้ในการไปใช้งานจริงของ Blened Learning การเรียนการสอนแบบผสมผสาน
   1. มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค ICT ทำให้มีการเรียนรู้ที่หลากหลายวิธี เช่น 2 วิธี หรือมากกว่านั้นได้
   2. ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ e-Learning
   3. สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา เช่น โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย รวมไปถึง บริษัท องค์กร ต่าง ๆ เพื่อประหยัดงบประมาณและต้นทุน
   4. เป็นไปได้หรือไม่ในการนำไปใช้งานได้จริงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ความเหมาะสมขององค์ประกอบในการจัดการเรียนการสอน อุปกรณ์ ผู้เรียน และผู้สอน

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ปวดหลังเรื้อรัง กับการรักษาแบบแพทย์แผนจีน

ปวดหลังเรื้อรัง

กับการรักษาแบบแพทย์แผนจีน

中醫治療慢性腰痛

       อาการปวดเรื้อรังที่ยอดฮิตติดอันดับเวลาไปพบแพทย์ คือ อาการปวดต้นคอ, ปวดหัวไหล่, ปวดเอว บางคนอาจร่วมด้วยอาการปวดศีรษะไมเกรน ปวดแขน หรือปวดขา ถ้าไปหาแพทย์แผนปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้นยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดศีรษะไมเกรน บางรายต้องแถมยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่อาจเกิดจากผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือสงสัยจะเกี่ยวข้องกับการกดทับของเส้นประสาทไขสันหลังที่ต้นคอหรือบริเวณเอว ก็คงต้องพิจารณาการทำกายภาพบำบัดและการผ่าตัดเป็นราย ๆ ไป
       ถามว่าถ้าไปหาหมอจีน ด้วยอาการกล้ามเนื้ออักเสบและมีอาการปวดหลัง จะตรวจวินิจฉัยและรักษาต่างกันกับแผนปัจจุบันอย่างไร ลองพิจารณาจากตัวอย่างผู้ป่วยดูซิครับ
       สตรีวัย 32 ปี มาหาแพทย์จีนด้วยอาหารหลังเรื้อรัง มา 2 ปี ตั้งแต่ตั้งครรภ์ ในขณะท้องแก่ใกล้คลอดก็รู้สึกปวดหลังแต่ไม่รุนแรง หลังจากถูกผ่าตัดทำคลอดเอาทารกออกโดยวิธีการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ผู้ป่วยรู้สึกปวดหลัง ปวดเอวมากขึ้น ได้รับการรักษาด้วยยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อหลายขนานจากหลายโรงพยาบาลและได้รับทำกายภาพบำบัดมาแล้วหลายครั้ง อาการไม่ดีขึ้น ซักประวัติเพิ่มเติมทราบว่า ผู้ป่วยเป็นคนขี้หนาวมาก เวลาอาบน้ำกลางคืนหรืออยู่ในห้องแอร์ หรือดื่มน้ำเย็นจะรู้สึกเย็นระเยือกในร่างกาย อาการปวดเอวมีลักษณะเมื่อยๆ หนักๆ ร่วมด้วย ตรวจพบลิ้นค่อนข้างซีดและบวมชีพจรเบาอ่อนแรง
       อีกรายหนึ่ง เป็นสตรีวัย 62 ปี มีโรคประจำตัว เป็นเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง มา 10 กว่าปี ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันมาตลอด มีอาการปวดเมื่อยหลัง นั่งนานไม่ได้ (ไม่เกิน 5 นาที) ตรวจ MRI พบว่ามีกระดูกสันหลังด้านเอวทรุดไป 3 ข้อ เนื่องจากการหกล้มเมื่อ 2 ปีก่อน ได้รับยาบำรุงกระดูกและยาคลายกล้ามเนื้อมารับประทานแก้อาการปวด แพทย์ยังไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดรักษาจะได้อันตรายหรือได้ผลดีหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนมาก และร่างกายไม่แข็งแรง (เคยผ่าตัดขาไปข้างหนึ่งเนื่องจากแผลที่เท้าติดเชื้อ และผู้ป่วยมีโรคเบาหวานเรื้อรัง)
       ผู้ป่วยได้ยารับประทานมา 3 เดือนไม่มีอาการอะไรดีขึ้น อาการปวดเมื่อยก็มากขึ้น ต้องนอนเสียส่วนใหญ่ เวลาจะนั่งหรือเดินไปไหนต้องมีใส่เสื้อเกราะพยุงดึงรั้ง ช่วยตัวเองไม่ได้ จึงตัดสินใจหาหมอจีน ตรวจซักประวัติและดูลิ้นจับชีพจร พบว่าผู้ป่วยเป็นคนหนาวง่าย, ท้องอืด เบื่ออาหาร ท้องผูก (เคยกินยาช่วยระบาย พอถ่ายท้อง จะมีอาการเหงื่อออก หมดแรง ต้องส่งโรงพยาบาล)

       หมอจีนรักษาโรคปวดหลัง-ปวดเอวอย่างไร
         ก่อนอื่นต้องวินิจฉัยแยกแยะ ภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนว่า มีพื้นฐานของร่างกายเป็นอะไร  ปัจจัยเกิดโรคมาจากสาเหตุอะไร
         ผู้ป่วยทั้ง 2 ราย มีอาการปวดหลังเหมือนกัน แต่ต่างกันในรายละเอียดมาก คนหนึ่งไม่มีโรคเรื้อรัง อีกคนหนึ่งมีโรคเรื้อรังและอายุมากมีกระดูกทรุดอีกต่างหาก
       แต่ข้อเหมือนกันประการหนึ่งของแพทย์แผนจีน คือ ภาวะร่างกายของทั้ง 2 ราย คือ กลัวความเย็น ร่างกายหนาวง่าย มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหารที่เย็นพร่อง อ่อนแอ
       ตามหลักการรักษา ผู้ป่วยทั้งสอง จัดอยู่ในประเภทไตหยางพร่อง腎陽 ร่วมกับ หยางของม้ามพร่อง脾陽
       การรักษาที่สำคัญคือ อุ่นบำรุงหยางของม้ามและไต温補脾陽腎陽 เพื่อให้เกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย เมื่อมีความร้อนการเคลื่อนไหวของเลือดพลังไปส่วนต่างๆจะดีขึ้น มีการกระจายความเย็นในเส้นลมปราณออกไปเสริมการทำงานของระบบย่อย (ม้าม) เพื่อเพิ่มพลังการย่อยและดูดซึมอาหารเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นพลังของร่างกาย ด้วยยาสมุนไพร กลุ่มบำรุงหยางของไตและม้าม ทำให้กล้ามเนื้อส่วนเอวแข็งแรงขึ้น เสริมด้วยการฝังเข็มโดยการให้ความร้อนร่วมในบริเวณที่ปวด(การรมยาหรือใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้พลังความร้อน)
       การรักษาที่ถูกวิธีบนพื้นฐานการวินิจฉัยแยกแยะภาวะร่างกายทาถูกต้อง เราจะพบผลการรักษาที่สามารถรักษาอาการปวดได้ผลอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญกว่านั้นยังมีผลที่ไปเสริมร่างกายแบบองค์รวม ไม่มีผลแทรกซ้อนแต่จะไปช่วยให้โรคที่เป็นอยู่ไม่ว่าท้องผูก, ปวดท้อง, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมี มีโอกาสลดขนาดและควบคุมได้ยิ่งขึ้น
       หลักคิดและวิธีแก้ปัญหาแบบแพทย์แผนจีนคือ การปรับสภาพร่างกายโดยองค์รวม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีในการสร้างปัจจัยที่เป็นคุณต่อการปรับภาวะความเสียสมดุลต่างๆ ของร่างกาย
       การรักษาแบบควบคุมอาการแบบแผนปัจจุบัน ถ้าได้เสริมจุดอ่อนข้อนี้จะทำให้การรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ



---------------------------------------------
Chiang Rai (Thailand)

    The quieter neighbor of Chiang Mai, Chiang Rai is a land of outstanding natural beauty, where visitors looking to avoid the hordes can visit remote hill tribes, spot exotic wildlife, and check out the golden triangle, the former center of the world’s opium trade.



    Chiang Rai has been inhabited since the 7th century, but it was not until 1262 that King Meng Rai established it as the first capital of the Lanna Kingdom. The capital was later relocated to Chiang Mai and since that time Chiang Rai has lived in the shadow of its neighboring province, though for tourists this is a good thing. Today, Chiang Rai is a traveler’s paradise, endowed with abundant natural attractions and antiquities. Attractions range from ruins of ancient settlements and Buddhist shrines to magnificent mountain scenery and hill tribe villages. For those interested in the natural side of Chiang Rai, jungle trekking is a magical experience; explore the mountains of the north along various hiking trails, many of which access the villages of diverse hill tribes groups, many of whom maintain their traditional lifestyles. Chiang Rai town, which tends to be a little more ‘laid back’ than its more popular neighbor, now competes with Chiang Mai as a tourist attraction and is fast becoming a popular escape for tourists wanting to leave their troubles behind.
      Chiang Rai, the former capital of the great Lanna Kingdom, is a fascinating province filled with cultural and natural wonders, including the Golden Triangle where Thailand, Laos, and Burma come together; an area that was once the hub of opium production, a trade that had much influence on cultural practices and lifestyles. Chiang Rai had stayed off the tourist radar for many years, its people enjoying very leisurely development and mostly traditional, rural lifestyles. Until this day, entire clans live together in bamboo houses and each village has its own individual character. Recently tourism has boomed in Chiang Rai, where visitors have come to explore the pristine natural beauty of the countryside and immerse themselves in the indigenous culture, including those of a variety of different hill tribe communities. Fortunately for tourists, Chiang Rai is also a center for community development projects, helping rural villagers develop their attractions without adversely affecting their natural and cultural assets.

Don't Miss !!!


The monument of King Mengrai

      Right at the center of Chiang Rai city finds the monument of King Mengrai, the great king who founded Lanna Thai kingdom. King Mengrai was originally the ruler of Nakhon Hiran Ngoen Yang, an ancient town off in Chiang Saen. With a will to create a great kingdom of Lanna folks, he advanced his power to nearby kingdoms (Chiang Rai was one of them) until he successfully established the Lanna Thai kingdom in 1296 with his power centered at Chiang Mai.

Wat Phra Sing

     Not far from the Chiang Rai town hall is Wat Phra Sing, a historic temple once home to the sacred Lanna-style Buddhist statue Phra Buddha Sihing, which is now in Chiang Mai. Nevertheless, Wat Phra Sing remains a temple worth visiting for its Lanna-style ordination hall featuring finest creations of lanna craftmen.
Opening hours: Daily 8am-5pm
Contact: 0 5374 5038

The White Temple, Wat Rong Khun

       Also known as The White Temple, Wat Rong Khun is regarded as one of the most beautiful temples built in this century. A masterpiece of artist Chalarmchai Kositpipat, famed for his extravagant and unique Buddhism-related paintings, Wat Rong Khun reflects the artist’s grand visions of heaven, hell and Nirvana. The main assembly hall and adjacent area are carved in white with glass mosaics. The construction started in 1997 and even the assembly hall is not yet completed: only two walls have been painted with a depiction of heaven and hell. Look closely and you’ll see pictures of international heroes like Spiderman, Sailor Moon and even Ben 10 hidden in the murals. When it’s completed (it could take 50 years), the temple will have nine buildings. Donations are welcome but should not exceed B10,000 as Chalermchai doesn’t want to be under the influence of big donors, even though he’s spent more than B40 million of his own cash.
Opening hours: Daily 6.30 am - 6 pm

Contact: Tel. 0 5367 3579
Doi Tung



     At Doi Tung, you get to experience both the beautiful scenery of the hill and to learn about the life and social-development works of the late Princess Mother and her Doi Tung Development Project (since 1987). Located on Mae Fa Luang District, you can travel to Doi Tung through the Highway No. 110 for 48 kilometers and take a left on Highway No. 1149. While on the road you’ll be enjoy driving through beautiful surroundings as well as interesting attractions like the

Phu Chi Fa


     One of the most famous destinations uphill in Chiang Rai, especially during winter time, when visitors try to reach its cliff that offers spectacular views of the valley and sea of mist at sunrise. Phu Chi Fa is blessed with breathtaking views, abundant flowers of all colors, and cool weather most of the year. Plus, it is not far, located approximately 25 kilometers south of Doi Pha Tang in Thoeng District. Visitors are also welcomed to stay overnight at Ban Rom Fa Thong and Ban Rom Fa Thai.
Opening Hours: Daily 5am-6pm

ภาวะกรดไหลย้อน (GERD)

ภาวะกรดไหลย้อน (GERD)

      ภาวะกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD) เป็นโรคที่พบได้ในทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงแต่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันพบมากในการดูแลระดับปฐมภูมิ  (Primary care) (Levy, Stamm & Meiner, 2002) , (Kaynard & Flora,2002.)  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก (Heartburn) และการไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร (Regurgitation) (Kaynard & Flora,2002.) ความรุนแรงของอาการและอาการแสดงเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล เกือบทุกคนอาจเคยมีประสบการณ์การเรอและรู้สึกขมในปากแต่ไม่มีผลกระทบกับการดำรงชีวิตจึงไม่ใส่ใจ อาการดังกล่าวถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆและปล่อยทิ้งไว้นานจะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารส่วนปลาย ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สุขสบาย เจ็บปวดบริเวณคอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งของหลอดอาหารและกล่องเสียงได้ (Kaynard & Flora,2001, Levy, Stamm & Meiner,2002)  พยาบาลเป็นบุคลากรทีมสุขภาพที่มีบทบาทสำคัญมากในการดูแลระดับปฐมภูมิที่สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่มีอาการและอาการแสดงของภาวะกรดไหลย้อนดีขึ้นได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องไปพบแพทย์หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

ความหมายของภาวะกรดไหลย้อน

       ภาวะกรดไหลย้อน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย(Lower Esophageal Sphincter : LES)  อ่อนแรง หดรัดตัวไม่ดี ทำให้มีการไหลย้อนกลับของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นมาที่ส่วนปลายของหลอดอาหาร (Distal esophagus) การที่หลอดอาหารสัมผัสกับภาวะกรดนานๆจะนำไปสู่การเกิดการอักเสบของหลอดอาหารได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สุขสบาย เจ็บหน้าอกหรือแสบหน้าอก ระคายเคืองบริเวณคอและรู้สึกรสขมหรือเปรี้ยวในปาก

สาเหตุและพยาธิสรีรวิทยาของ GERD

       ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่เชื่อว่าการหย่อนสมรรถภาพของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน หูรูดหลอดอาหารส่วนปลายเป็นกล้ามเนื้อหูรูดที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหารเมื่อมีการกลืนเกิดขึ้น กล้ามเนื้อนี้จะช่วยเคลื่อนให้อาหารผ่านส่งสู่กระเพาะอาหาร และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้อาหารและของเหลวในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาทางหลอดอาหาร แต่ถ้าบุคคลมีการบริโภคที่มากเกินไปกระเพาะอาหารยืดขยายเต็มที่ก็อาจมีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย  ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของไส้เลื่อนที่กระบังลม (Hiatal herniation) ร่วมด้วยคือ กล้ามเนื้อระหว่างช่องท้องและทรวงอกแยกจากกันทำให้เกิดไส้เลื่อนมาที่กระบังลม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร ไส้เลื่อนที่ค้างอยู่ที่กระบังลมจะรบกวนการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย สำหรับในเด็กแรกเกิดถึงหนึ่งขวบ ปัญหาการหย่อนยานของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายพบได้บ่อยซึ่งเมื่อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายหดรัดตัวไม่ดีมีผลทำให้เด็กอาเจียน
       ภาวะกรดไหลย้อนเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารอันเป็นผลมาจากการหดรัดตัวไม่ดีของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แรงหดรัดของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย ลดลง ได้แก่ อาหารไขมัน อาหารทอด หอมกระเทียม อาหารที่มีรสเผ็ด พิซซ่า อาหารที่มีส่วนผสมของมะเขือเทศ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ นิโคตินในบุหรี่ ช็อกโกแลต ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส่วนยาที่มีผลได้แก่ Calcium channel blocker, Nitrates, Theophylline, Diazepam  และยาในกลุ่ม  Nonsteroid anti-inflammatory drugs (ยาในกลุ่มนี้ช่วยให้ระดับของเอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน สูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้การบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณหูรูดส่วนปลายอ่อนแรง)  รวมถึงการมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นด้วย เช่น คนอ้วน คนท้อง การยกของหนัก นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการหัดรัดตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายลดลง ได้แก่ พันธุกรรม และกระเพาะอาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนาน (Delayed Gastric Emptying)
       ภาวะกรดไหลย้อนทำให้เซลล์ของหลอดอาหารได้รับการระคายเคืองจากกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานานทำให้เซลล์ของหลอดอาหารเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ เรียกว่า Barrett’s esophagus  ซึ่งมักพบในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาภาวะกรดไหลย้อน มาหลายปีหรืออาจทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดอาหาร(esophageal stricture)ได้ นอกจากนี้ยังอาจพบโรคแทรกซ้อนของปอด เช่น โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น (asthma exacerbation) ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ เป็นต้น

อาการและอาการแสดงของภาวะกรดไหลย้อน

       - อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก (Heartburn, Pyrosis) เป็นอาการแรกที่พบในผู้ป่วยที่มีปัญหากรดไหลย้อน ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนบริเวณ  substernal หรือ  retrosternal และอาจกระจายไปที่หลังและขากรรไกร อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกเป็นอาการแสดงที่พบมากที่สุด ผู้ป่วยอาจมีอาการอยู่นานตั้งแต่ 20 นาทีถึง 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร อาการนี้จะสัมพันธ์กับมื้ออาหารโดยเฉพาะมื้ออาหารที่รับประทานมากๆ ท่าของผู้ป่วย การนอน หรือการออกกำลังกาย
       การไหลย้อนของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (Regurgitation) โดยไม่สัมพันธ์กับอาการคลื่นไส้ หรือเรอ จะรู้สึกรสเปรี้ยวของกรดและรสขมของน้ำดีบริเวณ  pharynx
       -  ต่อมน้ำลายจะขับน้ำลายออกมาในปากมาก แสบร้อนท้องและเรอเปรี้ยว (Water brash)
       -  เรอบ่อยหรือมีแก๊สในกระเพาะอาหารมากเกินไป (Frequent belching หรือ flatulence)
       -  กลืนลำบาก (Dysphagia)  หรือ ปวดเวลากลืน (Odynophagia) เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอเนื่องจากมีการอักเสบของหลอดอาหารหรือหลอดอาหารมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ   
       -  ไอเวลากลางคืน (Nocturnal cough) ไอแห้ง ๆ (dry cough)
       -  หายใจมีเสียงฮืด ๆ (Wheezing) มีbronchospasms,asthma exacerbation
       -   เสียงแหบทั้ง (Hoarseness ) อาการเสียงแหบสามารถเกิดได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
       -   เจ็บหรือแสบคอ (Soreหรือ raw throat) โดยเฉพาะตื่นนอนในตอนเช้า
       -   ไอเรื้อรัง  (Chronic cough) กระแอมไอบ่อยๆ
       -   เจ็บหน้าอก (Chest pain)

การประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อน

1.    การซักประวัติ  ประกอบด้วย
         1.1  ประวัติสุขภาพ ผู้ป่วยมักให้ประวัติว่ามีอาการปวดแบบแสบร้อน (Heartburn)  บริเวณทรวงอกและกระเพาะอาหารบ่อย ๆ นอนราบอาการเป็นมากขึ้น หรืออาการจะยิ่งแย่ลงหลังรับประทานอาหาร อาการปวดอาจเป็นอยู่นานถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้จะมีอาการเรอเปรี้ยว  (Regurgitation) บ่อย ๆ อาการแสดงอื่นๆที่อาจพบในผู้ป่วย ได้แก่ เสียงแหบ กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีอาหารจุกบริเวณคอ รู้สึก Burping acid อยู่ในปาก ไอเรื้อรังหรือสำลัก
       นอกจากนี้ควรซักประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ ประวัติโรคภูมิแพ้
         สำหรับผู้สูงอายุอาการที่พบได้แก่เจ็บบริเวณยอดอก (Epigastric pain),น้ำหนักลด(Weight loss) , กลืนลำบาก (Dysphagia) , อาเจียน (Vomiting) ,ปัญหาระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Problems),ไอเรื้อรัง (Chronic cough) , เสียงแหบ (Hoarseness และWeeping) (Thjodleifsson&Jonsson,2001cited in Levy,Stamm&Meiner,2001)
         ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด จะมีอาการของ Nocturnal cough และอาการหอบหืดแย่ลง (Asthma exacerbation ) เนื่องจากหลอดอาหารได้รับการระคายเคืองจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
         ผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะกรดไหลย้อน จะมีประวัติอาเจียนบ่อยๆ อาเจียนมากเวลาร้องไห้ น้ำหนักลด มีการอักเสบของหลอดอาหาร
         ส่วนอาการเตือนที่เป็นสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะกรดไหลย้อน ได้แก่ อาการกลืนลำบาก เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร และน้ำหนักลด หายใจสั้นร่วมกับการมีเสียงแหบ เจ็บหน้าอก
          1.2 แบบแผนการดำเนินชีวิต
            1.2.1 พฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะเวลาของการรับประทานอาหารเย็น ผู้ป่วยมักรับประทานตอนดึก แล้วเข้านอนเลย  พฤติกรรมที่ชอบรับประทานขนมขบเคี้ยวตลอดทั้งวันและ ไม่ชอบรับประทานผลไม้สด
            1.2.2 พฤติกรรมทางสังคม ชอบออกงานสังคม มีงานเลี้ยงสังสรรค์บ่อย ๆ ไม่ค่อยมีเวลาในการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำ
            1.2.3  แบบแผนการนอน บางคืนจะสะดุ้งตื่นด้วยอาการเจ็บแสบคอ มีรสเปรี้ยวในปากต้องใช้หมอนหนุนให้ศีรษะสูงขึ้นและ ดื่มน้ำตาม อาการจึงทุเลาลง และสามารถนอนหลับได้
       2. การตรวจร่างกาย สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อนประกอบด้วย การชั่งน้ำหนัก และการฟังปอดเพื่อประเมินอาการของ Reflux aspiration
       3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
          ถ้ามีอาการไม่รุนแรงก็วินิจฉัยตามอาการและรักษาตามอาการ แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเกิดอาการแสบร้อนทรวงอกบ่อย ๆ  ต้องใช้เครื่องมือในการคัดกรองดังนี้
3.1    24-hour pH monitoring เป็นการตรวจวินิจฉัยที่เฉพาะสำหรับบุคคลที่มีความผิดปกติของ Acid reflux  โดยติด  Holter monitor  ค่าปกติของ pH บริเวณ Esophagus จะมากกว่า 6.0  มักทำในรายที่ผล Esophageal endoscope ไม่ชัดเจนและในรายที่ต้องพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด
3.2     Esophageal motility  และ  Bernstein tests  เป็นการประเมินสมรรถนะของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย ปริมาณของน้ำย่อยในการ  reflux  แต่ละครั้ง  (Quantify reflux episodes)  และการตอบสนองของ Esophagus  ต่อ  Acid infusion การตรวจดังกล่าวผู้ป่วยต้องได้รับการเตรียมตัวดังนี้
     3.2.1  งดน้ำ และอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ก่อนตรวจ
           3.2.2  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ก่อนตรวจ 1 วัน
           3.3.3  วันที่ตรวจงดยาในกลุ่ม Antacids, H2-recepter antagonists, Proton pump inhibitors และ Anticholinergics
           3.3.4   ดูแลให้ได้รับ Sedative ตามแผนการรักษา  ในผู้ป่วยที่ไวต่อการขย้อน
           3.3.5   อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการตรวจ และอาจรู้สึกเจ็บคอเล็กน้อยหลังการตรวจ
      3.3  Barium swallow radiography เป็นการตรวจที่บอกความผิดปกติของหลอดอาหารหรือมีของเหลวไหลย้อนมาที่หลอดอาหารหรือหลอดอาหารมีการระคายเคือง โดยการกลืนแป้งผ่านไปที่หลอดอาหารแล้ว x-rays ดูความผิดปกติ เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ควรทำเป็นอันดับแรก ประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถคัดกรองโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      3.4  Esophageal endoscopy เป็นการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลแน่นอนที่สุดในการวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อน การตรวจวิธีนี้สามารถบอกถึงความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและส่วนต้นของลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังสามารถทำ biopsy เนื้อเยื่อได้ด้วย

การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อน

       เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อน คือ
          1. เพื่อลดอาการแสดงที่มีผลจากกรดในกระเพาะอาหาร
          2. ส่งเสริมการหายของอาการหลอดอาหารอักเสบ
          3. ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยเฉพาะการตีบแคบของหลอดอาหารและ  Barrett’s esophagus
       ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่อาการเริ่มแรกจะไม่รุนแรง จึงควรเริ่มโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตควบคู่กับการรับประทานยาลดกรด ต่อเมื่ออาการไม่ดีขึ้นจึงพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัด

แนวทางการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาภาวะกรดไหลย้อน ควรประกอบด้วย

       1.ปรับเปลี่ยนแบบแผนการรับประทานอาหารควรแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับ
         1.1  รับประทานอาหารมื้อละน้อยวันละประมาณ 4-6 มื้อ
         1.2  รับประทานอาหารประเภทไขมันต่ำ และรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ
          1.3  ลดการดื่มชา กาแฟ หรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
         1.4  งดการดื่มแอลกอฮอล์
          1.5  รับประทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด และงดรับประทานอาหารก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง
          1.6  หลีกเลี่ยงการรับประทานของคบเคี้ยวก่อนนอนและไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย3 ชั่วโมง เชื่อว่าของคบเคี้ยวจะยิ่งทำให้อาการแสดงของ GERDแย่ลง
          1.7  หลังรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ควรอยู่ในท่านั่ง ห้ามนอน
          1.8  หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิด Heartburn
          1.9  ควบคุมน้ำหนัก จะช่วยลดแรงดันในช่องท้องเพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
       2. ปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต
         2.1 งดการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก
         2.2 หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่รัดบริเวณหน้าท้อง
         2.3 หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรืออยู่ในท่าโค้งตัวนาน ๆ
         2.4 ไม่ควรนอนราบให้นอนยกศีรษะสูง โดยยกหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้น ประมาณ 6-8 นิ้ว  (15 -20 เซนติเมตร)
          2.5  ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
3.การรักษาทางยา กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาภาวะกรดไหลย้อนได้แก่
3.1 Neutralize gastric acids ยาที่ปรับสภาพกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง เช่น Antacids ได้แก่ Aluminum หรือ  Magnesium-based product ผลข้างเคียงของยาที่มีส่วนผสมของ Aluminum หรือ Calcium carbonate antacids ทำให้ท้องผูก ถ้ามีส่วนผสมของ Magnesium ทำให้ท้องเสีย
Antacid plus alginic acid ได้แก่  Gaviscon ยาในกลุ่มนี้จะช่วยป้องกัน Reflux หรือ Buffers effects มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำ ถ้าเป็นยาเม็ดต้องเคี้ยวก่อนกลืน ให้ 1tab ก่อนอาหารและก่อนนอน
          3.2   Reduce gastric acid secretion  ให้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยาในกลุ่มนี้ยังช่วยส่งเสริมการหายของหลอดอาหารอักเสบ  และควรรับประทานยาพร้อมอาหาร สำหรับผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อ่อนเพลีย , ปวดศีรษะ และท้องเสีย เช่น  Histamine (H2) receptor antagonists ได้แก่
            3.2.1 Cimetidine (Tagamet) 400mgวันละ 2 ครั้งหรือ 800mg ก่อนนอน สำหรับการใช้ Cimetidine ยาตัวนี้ควรระวังในเรื่องของ  B12 deficiency  ถ้าใช้มากกว่าวันละ 1 ครั้ง ดั้งนั้นถ้าจะใช้แนะนำให้ใช้วันละ 1 ครั้งก่อนนอน เพราะยาไปลดการดูดซึม B12
            3.2.2 Ranitidine (Zantac)  ให้ 300mg ต่อวัน
            3.2.3 Famotidine (Pepcid) ให้ 20mg วันละ 2 ครั้ง
            3.2.4 Nizatadine (Axid) ให้ 150-300 mg วันละ 2 ครั้ง เป็นต้น  
          3.3  Inhibit enzyme system  ยาในกลุ่มนี้ช่วยยับยั้งการสร้างกรดจาก Gastic parietal cells และกดการหลั่งกรด  Gastric ได้มากกว่า 90 %  และช่วยให้การอักเสบของหลอดอาหารหายเร็วขึ้น ควรรับประทานยานี้ก่อนอาหารมื้อเช้า 20-30 นาทีเนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด สำหรับผลข้างเคียงของยาได้แก่ ปวดท้องเป็นตะคริว (abdominal cramping), ปวดศีรษะ และท้องเสีย เช่น Proton pump inhibitors (PPI) ได้แก่
            3.3.1 Omeprazole(Prilosec,Losec) 20mg วันละครั้ง
            3.3.2 Lansoprazole (Prevacid) 30mg วันละครั้ง
            3.3.3 Rabeprazole sodium (Aciphex) 10mg วันละครั้ง
            3.3.4 Esomeprazole magnesium (Nexium) 40mg วันละครั้งหรือวันละ 20mg ในรายที่ต้องใช้ยาระยะยาว
            3.3.5 Pantoprazole sodium (Protonix) 40mg ต่อวัน เป็นต้น
              ยาในกลุ่ม PPI เป็นยาที่ใช้รักษาภาวะกรดไหลย้อนได้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าอาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้นหลังการใช้ยา (refractory GERD) 4-8 สัปดาห์ ควรต้องมีการวินิจฉัยโรคใหม่
          3.4 Strengthen the sphicter ยาในกลุ่ม Prokinetics ช่วยในการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหาร ได้แก่ Bethanechol (Urecholine), Metroclopramide (Reglan)
            ในการรักษานิยมให้ยามากกว่า 1 ชนิด เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการของ Heartburn หลังรับประทานอาหารควรให้ทั้ง Antacids และ H2blockers ยา Antacids จะออกฤทธิ์ให้กรดในกระเพาะอาหารเป็นกลางเมื่อ Antacids หยุดทำงาน H2blockers ก็ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารพอดี
       4. การผ่าตัดในกรณีที่ใช้ยาและปรับพฤติกรรมสุขภาพ เรื่องการรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิตแล้วไม่ได้ผล การผ่าตัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้แก้ไขภาวะกรดไหลย้อน โดยการทำ  Fundoplication  คือการผ่าตัดเอาส่วนต้นของกระเพาะอาหารหุ้มหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายไว้ เพื่อเป็นการรัดบริเวณหูรูดป้องกันน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อน
    สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็กใช้แนวทางการดูแลเช่นเดียวกันเพียงแต่ปรับเปลี่ยนปริมาณและขนาดยาให้เหมาะกับเด็ก รวมถึงพฤติกรรมสุขภาพด้วย

สรุป

       การมีชีวิตอยู่กับภาวะกรดไหลย้อน สิ่งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต ต้องใส่ใจในอาการและอาการแสดงที่เกิดขึ้น การได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกจะสามารถลดอาการไม่สุขสบาย ไม่ต้องใช้การรักษาที่ยุ่งยาก และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อของหลอดอาหารอย่างถาวรได้ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการและอาการแสดงของภาวะกรดไหลย้อนเป็นพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แม้ว่าบางครั้งจะกระทำได้ยาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชอบ เมื่อบุคคลสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยส่งเสริมได้ก็จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

เอกสารอ้างอิง

Kaynard, A & Flora, K. (2001) Postgraduate Medicine. Minneapolis : Sep 20.
       vol.110, Iss. 3; pg. 42. [Copyright  c  2006 Proquest Information and
       Learning Company / 27 Dec. 2006.]
Levy, R.A., Stamm. L. & Meiner, S.E. (2002). Conservative management of GERD :
       A Case study, Medsury Nursing. Pitman : Aug. vol, 11, Iss.4; pg. 169, 8
       pgs  [Copyright c  2006  Proquest Information and Learning Company /
       27 Dec 2006. ]
Phipps,W.J.,Monahan,F.D.,Sands,J.K.,Marek,J.F.&Neighbors,M.(2003). Medical-Surgical      Nursing :        Health and Illness Perspectives, 7th ed. Missouri : Mosby. Inc.     P 1006-1011.
http://www.bangkokhealth.com/consult_htdoc/Question.asp?GID=15107[21/2/2007]
http://www. Kidshealth. Org / teen / diseases_conditions / digestive / gerd. htmL – 20 k    [       27 /12/   2006.]
hhtp://www.lpch.org/diseasehealthinfo/healthlibrary/digest/gerd.html. [26/2/2007]


……………………………………………